อาลัยพ่อ

posted on 28 May 2010 18:00 by moonyforever in Talkto

เนื่องจากวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคมนี้จะเป็นวันฌาปนกิจคุณพ่อ จึงขอเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆที่หลายคนได้ประสบรวมทั้งขอนำบทความและคำไว้อาลัยซึ่งได้เขียนถึงท่านในหนังสือ คุณาครุวตานุสรณ์ อันเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ทุกท่านได้อ่านค่ะ

คำไว้อาลัยพ่อ

             ขอบอกกันก่อนเลยนะคะว่าเรื่องเล่าในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญเหมือนที่ผ่านมาเพราะนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวของพี่ มันเป็นเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์สำหรับตัวผู้ประสบมากกว่าที่จะเป็นเรื่องเล่าอันน่ากลัว

            ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วในตอน ผมเป็นทหารช่าง ว่าคุณพ่อของพี่เสียชีวิตด้วยโรคชราและได้บริจาคร่างกายให้กับโรงพยาบาลจุฬาเพื่อให้นิสิตแพทย์ได้ศึกษาเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาสืบต่อไป

             เหตุการณ์นั้นได้ผ่านล่วงเลยมาได้เกือบสองปีแล้ว และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ใหญ่ พี่เลยขออนุญาตนำเรื่องราวของผู้คนที่ได้พบวิญญาณของพ่อมาเล่าให้ฟังเพื่อเป็นการระลึกถึงท่านและเป็ฯการยืนยันว่า วิญญาณมีจริง

            ครั้งแรกก็คือหลวงพ่อที่ได้รับบริจาคเก้าอี้นอนและอุปกรณ์ช่างของพ่อ ซึ่งท่านได้มาทักทายตามที่พี่เคยเล่าไว้แล้วใน ผมเป็นทหารช่าง ครั้งที่สองคือเพื่อนที่เรียนโรงเรียนเทพสิรินทร์ด้วยกัน ขอสมมติชื่อเป็นลุงเทพก็แล้วกันนะคะ

            เรื่องราวนี้แม่พี่เพิ่งได้รู้เมื่อวานนี้เองค่ะ คือตอนที่โทร.ไปหาญาติและเพื่อนสนิทของพ่อเพื่อแจ้งวันเผา คนที่ยังไม่ทราบข่าวก็ตกใจเพราะพี่ไม่ได้บอกใครเลย ส่วนใหญ่ก็ได้แต่แสดงความเสียใจแต่ไม่สามารถไปร่วมงานได้เพราะแต่ละคนก็แก่กันมากแล้ว คุณแม่ก็โทร.ไปทีละคนจนกระทั่งถึงเพื่อนสนิทคนสุดท้ายก็คือลุงเทพซึ่งไม่เคยตามตัวเจอเลยสักครั้ง พอรู้ข่าวแกตกใจมากแถมบอกว่านึกเอะใจอยู่แล้ว แม่เลยถามว่าอะไร ลุงเทพเลยเล่าให้ฟังว่าเย็นวันหนึ่งตอนกำลังนั่งเล่นอยุ่หน้าบ้านได้ยินเสียงคนร้องเรียก ไอ้เทพ แกหันไปมองก็เห็นพ่อยืนยิ้ม ตอนนั้นดีใจมากแต่ด้วยสังขารที่แก่ชราเลยทำให้ลุกขึ้นยาก เมื่อหันไปอีกครั้งปรากฏว่าพ่อหายไปแล้ว ตอนนั้นลุงเทพคิดว่าคงตาฝาดไปเลยไม่คิดอะไรนัก แต่ก็สงสัยอยู่เหมือนกันเพราะรู้ข่าวว่าพ่อเดินไม่ได้ แล้วทำไมถึงมาหาแกถึงบ้านโดยไม่มีลูกหลานคอยประคอง แม่ถามว่าเจอเมื่อไหร่ ลุงเทพบอกว่าประมาณปลายมิถุนายนเกือบสองปีมาแล้ว

             ถึงบางอ้อเลยค่ะเพราะเป็นช่วงเจ็ดวันหลังพ่อเสียชีวิตพอดี

            ครั้งที่สามคราวนี้ได้ฟังมาจากนิสิตแพทย์ที่ศึกษาร่างกายพ่อ ตอนที่ไปเยี่ยมบ้านน้องเล่าให้ฟังว่ามีคืนหนึ่งเขาฝันเป็นอาจารย์ใหญ่มายืนยิ้มและมองเขาอย่างเมตตา ก็ถามว่าเห็นหน้าไหม น้องเขาบอกเห็นแต่ไม่ชัด มันเหมือนเงาเลือนๆแต่ก็รู้ว่าอาจารยยิ้มให้ พวกพี่เลยคิดว่าอาจจะเป็นเพราะนิสิตแพทย์กลุ่มนี้มีความเคารพต่ออาจารย์ใหญ่และมีความตั้งใจเรียนจริง ซึ่งพ่อจะชอบเด็กแบบนี้มาก คงมาให้เห็นเพราะความเอ็นดู            ครั้งที่สี่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วหลังพิธีพระราชทานเพลิง คืนนั้น้องสะใภ้ฝันเห็นพ่อในชุดแบบพระ คือไม่ได้นุ่งห่มโกนหัวแบบสงฆ์แต่มาในแบบที่รู้ว่า นี่คือพระ แต่ยังคงใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน (walker) เหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิต พ่อมาแตะแขนน้องสะใภ้คนนี้เบาๆเป็นเชิงอโหสิก่อนจะหายไป

             ทำมพ่อไม่มาให้พวกเราเห็นบ้าง

            พี่ตั้งคำถามนี้ในใจ แต่อาจจะเป็นเพราะพี่พักผ่อนน้อย นั่งทำงานข้ามวันข้ามคืนพอนอนก็หลับเป็นตาย ส่วนคนอื่นๆก็ได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นพ่อบ้างแต่จางเต็มที แต่ถึงจะไม่มาให้เห็นแต่พี่ก็รู้สึกเหมือนพ่อมายืนดูอยู่ใกล้ๆเวลาทำงานเสมอ จนบางครั้งถึงกับน้ำตาไหลเพราะพ่อเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด เวลาคิดอะไรไม่ออกถ้าได้คุยกับท่าน ไอเดียจะแล่นฉิวขึ้นมาเลย

            เพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน พี่ขออนุญาตนำคำไว้อาลัยที่เขียนลงในหนังสือ คุณาครุวตานุสรณ์ อันเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาประจำปีการศึกษา ๒๕๕๒ ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ทุกท่านได้อ่านค่ะ

 คำไว้อาลัยพ่อ

             ลืมตาดูโลก สิ่งแรกที่มนุษย์ทุกคนเห็นก็คือพ่อ-แม่ ท่านทั้งสองทะนุถนอมเลี้ยงดูพวกเรามาจนเติบโต แม่คือผู้ให้ความรักและความอบอุ่น พ่อคือผู้ที่ต่อสู้เพื่อครอบครัวอันเป็นที่รัก ท่านคือแบบอย่างที่ดีของลูก ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่าใดก็ตาม

            พ่อเป็นคนอารมณ์ดีอยู่เสมอ ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ข้องเกี่ยวกับอบายมุขทั้งหลาย รักครอบครัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ยอมอดทนทำทุกอย่างเพื่อนำความสุขสบายมาให้ลูก พ่อเป็นผู้ที่มีสมองและความรู้เป็นเลิศในสายตาของลูกๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังคงคิดแบบนั้น สิ่งน่าทึ่งเท่าที่จำได้ในวัยเด็กเกี่ยวกับความสามารถของพ่อก็คือท่านสามารถทำทุกอย่างได้ ท่านทำระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน นับเรื่องน่าทึ่งในสมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนและนั่นเป็นสิ่งแรกที่พวกเราตื่นเต้นที่สุด เพราะในขณะที่บ้านอื่นไฟดับ มีบ้านเราเท่านั้นที่ไฟฟ้ายังสว่างไสว พ่อทำงานกับบริษัทต่างประเทศ ท่านจึงมีมุมมองและวิธีคิดที่ทันสมัยมาสั่งสอนลูกๆเสมอ พ่อรู้ดีว่าลูกห้าคนที่ท่านเลี้ยงดูมามีนิสัยอย่างไรและชื่นชอบอะไร ท่านจึงสั่งสอนและแนะแนวทางที่ถูกต้องให้กับพวกเราเสมอ

            ในวัยเด็ก ทุกเย็นหลังเลิกเรียนพ่อมักนั่งสอนการบ้านให้กับลูก และท่านจะเป็นคนเตรียมมื้อเช้าให้พวกเราทุกคนก่อนออกจากบ้าน ในยามพักผ่อนพ่อมักจะหยิบกีต้าร์ตัวโปรดมาเล่นพร้อมกับร้องเพลงเย้าแหย่แม่และลูกๆเสมอ ทุกวันขึ้นปีใหม่พ่อก็มักจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆโดยให้ลูกทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม เหมือนเป็นการฝึกให้รู้จักความรับผิดชอบต่อหน้าที่และมีสังคมไปในตัว

             ความหวังของพ่อก็คือ อยากให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นยามเมื่อท่านแก่เฒ่า ถึงแม้จะไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการนักแต่ท่านก็ยังได้อยู่กับลูกชายและหลาน แต่ด้วยความที่ร่างกายต้องผ่านการตรากตรำทำงานหนักมาโดยตลอด พ่อจึงมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบและเป็นอัมพฤกษ์ แต่ท่านก็ไม่เคยท้อใจ ไม่เคยทำให้ลูกต้องลำบาก พยายามช่วยเหลือตัวเองไม่พยายามเป็นภาระให้กับลูกเสมอมาจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของพ่อ

            ลูกรู้ดีว่าไม่สามารถดูแลพ่อได้อย่างดีที่สุด แต่อย่างน้อยทุกคนก็ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางที่พ่อเคยสอน ลูกคนแรกเป็นนักเขียน ลูกคนที่สองรับราชการซึ่งมีฐานะมั่นคง ส่วนลูกคนที่สามตอนนี้เป็นเจ้าของกิจการด้านอินเตอร์เน็ต คนที่สี่ได้ทำงานธนาคารในตำแหน่งมั่นคง ส่วนคนสุดท้องนั้นเป็นผู้ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อมากที่สุดเพราะได้ทำงานในตำแหน่งสูงอยู่ที่โรงแรมหนึ่งซึ่งจัดว่ามีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ พ่อมักจะคุยถึงลูกสาวคนนี้เสมอ และหยิบรูปถ่ายครอบครัวขึ้นมาดูทุกครั้ง

               วันสุดท้ายก่อนที่พ่อจะจากไป ท่านนั่งคุยกับลูกและมองหลานสาวซึ่งกำลังนั่งเล่นอยู่หน้าบ้านอย่างมีความสุข ไม่มีใครคิดเลยว่านั่นจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ได้เห็นจากพ่อ เพราะวันรุ่งขึ้นน้องชายที่ลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมอาหารเช้าพบว่าท่านนอนสิ้นใจอย่างสงบไปเสียแล้ว

            ชั่วชีวิตของพ่อ รักการสอนมากที่สุด ท่านจะมีความสุขมากที่ได้ถ่ายทอดความรู้รวมทั้งประสบการณ์ต่างๆให้กับผู้ที่ใฝ่รู้ และฝันที่จะทำเช่นนั้นตลอดเวลาสุดท้าย ด้วยร่างกายของท่าน พ่อก็ยังคงเป็นอาจารย์สม    ความตั้งใจ 

*/*/*/*/*

 

 

edit @ 28 May 2010 18:06:57 by moonyforever

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ

#5 By moonyforever on 2010-06-09 10:20

ไม่รู้จะพูดอะไรค่ะ เบนซ์รู้สึกเหมือนพี่นะ ว่าทำไมพ่อไม่มาหาเรา แต่แม่บอกว่าพ่อรู้ว่าลูกกลัวปี๋ เลยไม่มามั้ง แต่ก็เวลาเบนซ์จะทำอะไร ก็จะบอกพ่อ
สำหรับเบนซ์เองรู้ตัวดีว่ายังไม่ได้ตอบแทนพ่อมากนัก แต่ก็จะตั้งใจเรียน เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ เพื่อให้พ่อที่อยู่อีกโลกภาคภูมิใจ
อ้าว เลยพาลออกนอกเรื่องไปเลย
ได้เห็นบทความนี้แล้ว นึกถึงตอนเด็กเลยค่ะ พ่อเป็นฮีโร่ของเรา big smile
เช่นกันนะคะ ขอให้ผลที่คุณพ่อพี่ได้ทำเอาไว้ ส่งผลให้ท่านสู่สุขคตินะคะ

#4 By sora_sayo (222.123.93.104) on 2010-06-01 18:57

อ่านแล้วซึ้งจังเลยครับ รู้สึกว่าเขียนขึ้นมาด้วยจิตใจจริงๆ คนเราพบกันก็เพื่อจาก ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดกาล
ยังไงก็ตามผมคิดว่าพี่มูนต้องเป็นลูกที่ทำให้พ่อภูมิใจอย่างแน่นอน นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

#3 By Pongwut Rujirachakorn on 2010-05-31 12:42

คุณพ่อของพี่มูนนี่เป็นคนดีมากค่ะbig smile ขอให้ผลบุญทั้งหมดส่งผลให้ท่านสุขสบายไม่ว่าท่านจะอยู่ภพไหนค่ะ
ขอให้ผลบุญที่ท่านได้อุทิศทำมา ส่งให้ท่านสถิตยังสุคติสัมปรายภพครับ