บทที่ 6 

กาลเวลาที่ผันผ่าน

             การรับน้องปีนี้จะไม่มีการออกไปนอกสถานที่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คณะของเราจะจัดกิจกรรมกระชับความสามัคคีระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องภายในมหาวิทยาลัย และต้องเลิกก่อนหนึ่งทุ่มทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของนักศึกษาทุกคน

             อาจารย์ประจำคณะโบราณคดีกล่าวเสียงเข้มและกวาดสายตามองหน้านักศึกษาของเขาคล้ายจะถามว่ามีผู้ใดข้องใจสงสัยในคำสั่งของตน เขาพยักหน้าเมื่อเห็นว่านักศึกษาทุกคนยังคงนั่งนิ่งคล้ายยอมรับในกฏข้อบังคับที่ได้กล่าวมา

             อาจารย์เข้าใจดีว่าการรับน้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักศึกษาอย่างพวกเธอ ความจริงอาจารย์เองก็ไม่อยากจะขัดขวางหรือห้ามกิจกรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานาน แต่อยากจะให้ทุกคนเข้าใจว่าน้องใหม่ทุกคนมาเข้าเรียนที่นี่เพื่อศึกษาหาความรู้และจบออกไปพร้อมกับอนาคต ลองคิดดูว่าผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรหากลูกของพวกเขาประสบเหตุการณ์อันไม่คาดฝันตั้งแต่วันแรกของการเข้ามาเรียน จริงอยู่ที่ทุกคนระมัดระวัง แต่อุบัติเหตุคือสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน พวกเธอทุกคนคงไม่อยากสำนึกเสียใจในภายหลังหากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับน้องๆใช่ไหม

             นักศึกษาที่นั่งฟังผงกศีรษะพร้อมกัน อาจารย์ของพวกเขาจึงกล่าวต่อไป

             อาจารย์ดีใจมากที่พวกเธอเข้าใจ และอาจารย์สัญญาว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องของพวกเธอตราบใดที่ทุกคนปฏิบัติตามกฏของมหาวิทยาลัย จงจำไว้ให้ดีว่าพวกเธอทุกคนคือปัจจุบันและอนาคตที่สำคัญ อย่าทำให้ชีวิตของทั้งพวกเธอและน้องใหม่กลายเป็นอดีตเพียงเพราะความรู้สึกสนุกชั่วแล่นเท่านั้น เลิกประชุมและแยกย้ายกันไปเรียนได้แล้ว

             อาจารย์ประจำคณะกล่าวสรุปก่อนจะเดินออกจากห้องประชุม นักศึกษาชั้นปีที่สามและสี่ต่างรวบรวมตำราเรียนและทะยอยออกจากห้องไปจนหมดเหลือไว้แต่เพียงนักศึกษาชั้นปีที่สองอย่างแป้งที่ยังคงนั่งรวมกลุ่มพูดคุยปรึกษากันต่อ

              นึกอยู่แล้วเชียวว่าอาจารย์ต้องไม่อนุญาตให้พวกเราออกไปรับน้องนอกสถานที่ ดาว นักศึกษาสาวที่มักจะคิดว่าตัวเองสวยที่สุดในคณะพูดขึ้น แก้วพยักหน้า ก็แน่ล่ะ ข่าวรับน้องสยองขวัญเยอะเหลือเกินนี่นา เธอหันไปทางนักศึกษาชายซึ่งกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างลงบนสมุดพลงเลิกคิ้วด้วยความรู้สึกสงสัย

             นั่งเขียนอะไรนักหนานะติ่ง แก้วบ่นพลางชะโงกหน้าไปมอง เพื่อนของเธอชะงักและขยับแว่นตา

             แผนงานการรับน้องไง เขาชี้นิ้วไล่ไปบนสมุด ไม่จำเป็นต้องออกนอกสถานที่ให้ลำบาก เรารับน้องกันในมหาวิทยาลัยนี่แถมยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมอีกด้วย

             กิจกรรมอะไรของนาย ดาวถามเสียงห้วน ติ่งกระตุกยิ้ม 

            รอให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนแล้วจะเรียกประชุม เขาเก็บสมุดใส่กระเป๋าสะพายและเหวี่ยงมันพาดบ่า ขอตัวกลับไปนอนคิดที่บ้านต่อนะ

             นักศึกษาหนุ่มก้าวยาวๆออกไปจากห้องทันทีที่พูดจบโดยไม่สนใจเพื่อนที่กำลังมองหน้ากันไปมา แก้วบ่นด้วยความรู้สึกรำคาญแกมหมั่นไส้

             แผนการลับมากมายเหลือเกินนะท่านเจ้าคณะ เธอประชดเสียงดัง เพื่อนๆต่างพากันหัวเราะและกล่าวคำอำลาก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน แป้งจัดแจงเก็บข้าวของของเธอใส่กระเป๋าและทำท่าจะลุกขึ้น

              วันนี้ก็รีบกลับเหรอปาน

             อื้อ แป้งตอบ มีรายงานต้องรีบทำส่งอาจารย์นี่นา

             รายงานเรื่องวัฒนธรรมการแต่งกายของไทยน่ะเหรอ อีกตั้งสองวันถึงส่งจะรีบทำไปทำไมกันนักหนา ฉันว่าวันนี้เราไปหาอะไรกินกันดีกว่าเพราะยายแก้วบอกว่าจะเป็นเจ้ามือ

             ฉันพูดเมื่อไหร่กันยะยายมน เสียงแก้วแหวขึ้นมาแทบจะทันที เพื่อนของเธอยักไหล่พร้อมกับหลิ่วตา

             ตอนไหนก็ตอนนั้น

             ก็ได้ แก้วแยกเขี้ยว ฉันเลี้ยงไอศครีมส่วนเธอเลี้ยงส้มตำก็แล้วกัน

             ฉันไม่ได้บอกว่าจะเลี้ยงนี่นา มนเถียง แก้วหัวเราะแล้วหันไปทางแป้งที่กำลังยืนขึ้น

             เธอออกค่าเรือข้ามฟากให้พวกเราก็แล้วกันนะยายปาน

             แป้งอมยิ้มให้กับความขี้เล่นของเพื่อนทั้งสอง และพยักหน้าแทนการตอบ ทั้งสามเดินออกจากมหาวิทยาลัยและนั่งเรือข้ามฟากไปยังอีกฝั่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในตรอกชุมชนเก่าซึ่งบัดนี้กลายเป็นสถานที่ขายของชื่อดังอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เสียงคนขายของร้องเรียกลูกค้าเพื่อให้เข้าไปเลือกชมสินค้าของตนดังสับสนวุ่นวายจนแป้งรู้สึกปวดหัว แก้วและมนหยุดยืนที่ร้านขายสร้อยถักและเลือกซื้อสายสร้อยข้อมือที่มีกระพรวนสีทองขนาดเล็กคนละอัน แป้งมองเพื่อนทั้งสองแล้วถามด้วยความรู้สึกแปลกใจ

             ซื้อไปทำไมกันน่ะ ฉันไม่เคยเห็นเธอสองคนใส่ของแบบนี้เลยนี่

             แหม ก็เก็บเอาไว้ให้น้องรหัสของเราไงล่ะ แก้วตอบพลางเขย่ากระพรวนดังกรุ๋งกริ๋ง แป้งส่ายหน้า

             แล้วถ้าเธอได้น้องรหัสที่เป็นผู้ชายล่ะ เขาจะกล้าใส่ของแบบนี้เหรอ

             รุ่นพี่ให้อะไรรุ่นน้องก็ต้องรับ ห้ามปฏิเสธโดยเด็ดขาด มนตอบด้วยสีหน้าและท่าทางขึงขัง แป้งถึงกับถอนหายใจ 

            ฉันชักเริ่มสงสารน้องรหัสของเธอสองคนเสียแล้วสิ 

            แก้วยักไหล่และหันไปสั่งน้ำผลไม้ปั่นที่ตั้งอยู่ด้านข้างก่อนจะเดินเข้าไปในร้านส้มตำซึ่งตั้งต่อจากนั้น แลร้องสั่งเมนูอาหารทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้

             ส้มตำปูม้าหนึ่ง ลาบ ไก่ย่างน้ำตกข้าวเหนียวสามกระติ๊บ

             ไม่รับตำปูปลาร้าด้วยเหรอ เสียงลูกสาวเจ้าของร้านที่ยืนหน้าครกตะโกนถาม มนส่ายหน้าทันที

             วันนี้ไม่เอา มนตอบแทนก่อนจะก้มหน้าก้มตาดูดน้ำผลไม้ปั่นต่อ หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อเด็ดแล้วทั้งหมดจึงออกจากร้านโดยแป้งขอซื้อส้มตำไทยแบบไม่เผ็ดกับลาบไก่ไม่ใส่ตับไปอย่างละถุง เพื่อนของเธอมองหน้า

 อย่าบอกนะว่าเธอจะกลับไปกินต่อที่บ้านน่ะ

 อื้อ แป้งตอบเสียงไม่ดังนักขณะชำระค่าอาหารในส่วนของเธอ เอาไว้กินตอนทำรายงานน่ะ ฉันชอบหิวตอนดึก 

ระวังอ้วนนะ มนสัพยอกขณะที่เดินออกจากร้านไปยังกลางซอย แก้วแวะซื้อไอศครีมกะทิสดแจกเพื่อนคนละถ้วยโดยทำทีไม่ได้ยินเสียงมนบ่น

 ฉันจ่ายค่าส้มตำตั้งเกือบร้อย แต่เธอเลี้ยงไอศครีมแค่ถ้วยละสิบ ไม่ลงทุนเลยนะยายมน

 ร้านนี้สูตรโบราณนะ เพื่อนของเธอตอบพลางตักไอศครีมเข้าปาก แก้วเบ้หน้า

 ของแบบนี้เพิ่งเข้ามาขายในไทยยังไม่ถึงร้อยปี จะเป็นของโบราณได้ยังไง

 ก็ดูหน้าคนขายสิ แก้วกระซิบและบุ้ยใบ้ไปทางอาซิ้มเจ้าของร้าน โบราณไหม

 มนปิดปากหัวเราะในขณะที่แป้งอมยิ้มและตีแขนเพื่อนของเธอ

 คิดไปได้นะยายแก้ว

 ทั้งสามเดินดูสินค้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงถนนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน แป้งโบกมือให้กับมนที่ขึ้นไปนั่งรถประจำทางเรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเรียกแท็กซี่เพื่อจะกลับไปยังคอนโดของเธอ หญิงสาวส่งถุงลาบไก่กับข้าวเหนียวให้กับลุงผันยามรักษาความปลอดภัยก่อนจะเดินตรงไปที่ลิฟท์ และกดขึ้นไปยังห้องของเธอ คาเฟรลดหนังสืออารยธรรมของอียิปต์โบราณที่เขากำลังดูอยู่ลงและมองแป้งที่วางถุงสิ่งของต่างๆลงบนโต๊ะ หญิงสาวเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นตำราในมือของอีกฝ่าย

 นายอ่านออกด้วยเหรอ

 ไม่ ฟาโรห์จากอดีตตอบและชี้นิ้วไปบนรูป ฉันดูแค่รูป

 คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะที่เขาเคาะหนังสือเบาๆ แป้งมองกิริยาของคาเฟรด้วยความรู้สึกแปลกใจ

 มีอะไรเหรอคาเฟร

 ฉันแค่ไม่เข้าใจ ชายหนุ่มมองภาพวิหารคาร์นัค ทำไมรูปวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเมืองจึงดูเก่าแก่ทรุดโทรมแบบนี้

 เพราะยุคสมัยของนายมันผ่านเลยมานานนับพันปีแล้ว แป้งตอบและเดินไปนั่งข้างเขาจากนั้นจึงดึงหนังสือมาเปิดทีละหน้า

 เสาโอบิลิสท์ วิหารคาร์นัค ปิระมิดกีซ่า วิหารลักซอร์ เธอพูดไปพลางเปิดหน้าหนังสือไปพลาง คิดว่านายคงรู้จักสถานที่เหล่านี้ดี

 ฉันรู้ และจำได้ว่าทุกแห่งที่เธอพูดถึงนั้นงดงามมาก คาเฟรมองภาพตรงหน้า พวกที่อยู่ในภาพนี่ไม่ใช่วิหารที่ฉันรู้จักแน่ 

ต้องขอโทษด้วยถ้าฉันจะบอกว่ามันเป็นสถานที่เดียวกัน แป้งพูดช้าๆและมองหน้าฟาโรห์แห่งอดีตกาล ไม่แปลกหรอกที่มันจะเก่าและทรุดโทรมขนาดนั้น เพราะวันเวลาแห่งยุคสมัยของอาณาจักรไอยคุปต์ของนายมันผ่านล่วงเลยมานานมากแล้ว

 แต่.... คาเฟรมองหน้าแป้ง จะเป็นไปได้ยังไงกัน ในเมื่อฉันยังมีชีวิตอยู่

 เสียงถอนหายใจของหญิงสาวทำให้กษัตริย์หนุ่มชะงัก เขามองสีหน้าที่กำลังแสดงความลำบากใจของแป้ง

 พูดตามความจริงนายเองก็ไม่น่าที่จะยังคงมีชีวิตอยู่ หญิงสาวหยุดเล็กน้อยคล้ายต้องการเรียบเรียงคำ นายออกมาจากโถศิลาอลาบาสเตอร์นั่น

 แป้งชี้นิ้วไปยังโถคาโนปิคที่ตั้งไว้บนชั้น คาเฟรเบ้หน้า

 เป็นไปไม่ได้ ฉันจะออกมาจากโถเล็กแค่นั้นได้ยังไงกันอย่ามาพูดจาตลกแบบนี้ ฉันไม่ชอบ

 ฉันไม่ได้พูดตลกและไม่ชอบโกหกใครด้วย แป้งตอบเสียงกระด้าง นายออกมาจากโถคาโนปิคในวันที่ฉันบังเอิญทำแก้วบาดมือและเลือดหยดลงไปโดน เธอขมวดคิ้ว

 บางทีอาจจะเป็นเพราะบทสวดแห่งความตายนั่นด้วยกระมังถึงทำให้เธอปรากฏตัวขึ้นมา

 บทสวดนั้นมีไว้เพื่อให้คนตายกล่าวต่อเทพโอซิริส

 ฉันพอจะรู้แป้งสวนทันควัน แต่ไม่ว่าจะเพื่ออะไรบทสวดนั่นก็ส่งผลให้นายมาอยู่ที่นี่ ในโลกปัจจุบันแห่งนี้ไมใช่ยุคอียิปต์โบราณของนาย

 คาเฟรอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

 ความจริงแล้วฉันอยู่ในยุคสมัยใด และห่างจากแผ่นดินที่ฉันอยู่แค่ไหน

 ไกลมาก แป้งตอบพลางเดินไปหยิบแผนที่โลกออกมากาง ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นพันไมล์ ถ้าใช้วิธีเดินทางในแบบของพวกนายก็คงกินเวลานานเป็นปี

 เธอมองฟาโรห์หนุ่มที่กำลังจ้องแผนที่โลกเขม็ง

 ส่วนคำถามที่ว่านายกำลังอยู่ในยุคสมัยไหนนั้น ฉันเองก็ไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจได้ยังไงนอกจากจะบอกว่านี่คือยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นยุคสมัยที่เกิดหลังอาณาจักรของนายล่มสลายไปแล้วราวสามพันห้าร้อยปี

 สามพันห้าร้อยปี เสียงคาเฟรคราง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้แผ่นดินของฉันก็คง....

 ไม่มีอีกต่อไปแล้ว แป้งต่อคำตอบให้กับเขาและมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกสงสารเมื่อเห็นชายหนุ่มเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

 ฉันคงไม่มีวันได้กลับไปยังแผ่นดินเกิดอีกแล้วใช่ไหม

 คาเฟรถามและมองแป้งที่กำลังส่ายหน้าอย่างช้าๆ ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ทั้งคู่ต่างนั่งนิ่งไม่พูดจาต่อกันอยู่ชั่วระยะหนึ่งหญิงสาวจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก

 นายจำได้หรือไม่ว่าอยู่ที่ไหนก่อนจะมาที่นี่

 ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ฟาโรห์หนุ่มทำสีหน้าครุ่นคิด มันเหมือนมีหมอกควันสีเทาลอยตลบอบอวนอยู่รอบๆตัว ฉันพยายามร้องเรียกหาทหารคนสนิทแต่ไม่มีใครขานตอบจนกระทั่งได้ยินเสียงบทสวดศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับมีแสงสว่างจ้าบาดตาจนลืมแทบไม่ขึ้น มารู้ตัวอีกทีก็เห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้า

 แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ แป้งซักด้วยความรู้สึกอยากรู้ ก่อนหน้าที่นายจะอยู่ในกลุ่มควันน่ะเธอจำอะไรได้บ้าง

 คราวนี้คาเฟรถึงกับนิ่ง เขาขบกรามตนเองเบาๆก่อนตอบ ฉันจำแผ่นดินของฉันได้ เขาเลื่อนสายตามองเพดาน ราชวังอันแสนโอ่อ่า ข้าราชบริพารที่มีทั้งความซื้อสัตย์ภักดีและคนที่คอยหาโอกาสจะฆ่าฉันเพื่อชิงบัลลังก์ ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีอันอุดมไปด้วยสัตว์ป่ากับทุ่งข้าวสีทองอร่าม

 แล้วเธอจำได้ไหมว่าตายเพราะอะไร แป้งถามทันที ชายหนุ่มมองหน้าเธอ

 อะไรนะ

 ฉันขอโทษที่ถามไม่สุภาพ หญิงสาวรีบพูดเมื่อเห็นสายตาแสดงความไม่พอใจของอีกฝ่าย คือฉันคิดว่าถ้ารู้ว่านายตายเพราะอะไรบางทีอาจจะมีวิธีนำนายกลับไปยังที่ที่นายจากมา

 สีหน้าของคาเฟรเต็มไปด้วยความครุ่นคิดอย่างหนัก เขายกมือขึ้นกุมศีรษะของตนเองและตอบเสียงแผ่ว

 ฉันจำไม่ได้ เขาสั่นหน้า ฉันจำทุกอย่างที่ผ่านมาได้ทั้งหมดแต่จำไม่ได้ว่าเป็นอะไรตาย

 นั่นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญแป้งพูดอย่างเร็ว บางทีนายอาจจะได้กลับไปยังโลกแห่งความตายถ้านึกออก

 ฟาโรห์หนุ่มพยายามนึกถึงสาเหตุการตายของตนตามคำแนะนำของแป้ง เขานิ่วหน้าและเลื่อนมือไปกุมหัวใจของตนและเริ่มต้นหอบ

 เป็นอะไรไป เสียงหญิงสาวถามอย่างเป็นห่วง คาเฟรกัดฟันแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวดก่อนตอบ

 ไม่รู้ ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น พอกำลังจะคิดว่าทำไมฉันถึงตาย ร่างกายมันก็เจ็บจนแทบจะทนไม่ได้ขึ้นมาทันที

 ร่างสูงแข็งแรงคู้ตัวลงและตกจากเก้าอี้ แป้งอุทานด้วยความตกใจขณะที่เข้าไปประคอง

 ไม่ไหว ฟาโรห์หนุ่มพูด ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ

 ถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปคิด แป้งพยุงเขาให้กลับขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ ถึงเวลานายคงนึกออกเอง

  คิดว่าเธอเร่งจะให้ฉันไป คาเฟรมองหน้าแป้ง

  ฉันแค่อยากช่วยเธอให้กลับไปในสถานที่อันควรเท่านั้น หญิงสาวรีบพูดเธอรู้สึกแปลกใจที่ใบหน้าของตนเองร้อนผ่าวขณะสบตากับอีกฝ่ายโดยตรง ไม่ได้คิดจะไล่นายออกไปเลยสักนิด

 ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น ฟาโรห์หนุ่มลดมือลงและผ่อนลมหายใจช้าๆ

 แปลกจริงฉันรู้สึกสบายขึ้นพอไม่ได้นึกถึงมัน

 แป้งทำท่าจะตอบแต่ต้องชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น คาเฟรมองหญิงสาวหยิบวัตถุสีชมพูหวานขนาดเล็กกว่าฝ่ามือออกจากกระเป๋าและเปิดฝาพับออกพร้อมกับยกมันขึ้นแนบหู

 นั่นอะไรน่ะ แป้งรีบยกนิ้วขึ้นวางจรดริมฝีปากเพื่อห้ามไม่ให้เขาส่งเสียง

 เงียบหน่อย แม่ฉันโทรมา เธอสูดลมหายใจเข้าและกรอกคำพูดเสียงใส สวัสดีค่ะแม่

 สวัสดีจ้ะลูกรัก เสียงอีกฝ่ายดังตอบกลับมา ทำไมหนูเงียบหายไปตั้งหลายวันไม่โทรมาคุยกับแม่บ้างเลย

 พอดีหนูยุ่งกับการรับน้องค่ะ แป้งตอบ แถมยังมีรายงานกองเท่าภูเขาที่ต้องทำด้วย

 อะไรกันเพิ่งเปิดเรียนไม่ใช่เหรอลูก ทำไมอาจารย์ให้ทำการบ้านแล้วล่ะคะ

 แหมก็สาขาที่หนูเรียนมันยากนี่คะ แถมรายละเอียดเยอะด้วย ไม่ทำรายงานก็ไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ

 หักโหมแบบนี้มีหวังลกสาวคนสวยของแม่ผอมตายแน่ เสียงคุณนายวิไลลักษณ์เงียบไปเล็กน้อย โชคดีจริงที่แม่เตรียมของกินมาให้ลูกด้วย

 คะ แป้งยืนนิ่ง คุณแม่ว่าอะไรนะคะ

 แม่บอกว่าโชคดีที่เตรียมของกินมาให้ลูกเยอะแยะ มียาบำรุงกับขนมอร่อยที่ป้าทัดซื้อมาจากญี่ปุ่นด้วยนะคะ

  อ่ะ...เอ่อ อย่าบอกนะคะว่าคุณแม่จะมาหาหนูวันนี้น่ะค่ะ

 ใช่แล้วค่ะลูก ตอนนี้แม่มาถึงคอนโดแล้วและกำลังเดินมาขึ้นลิฟท์จ้ะคุณนายวิไลลักษณ์พูดเสียงหวาน แม่วางสายก่อนนะลูก เดี๋ยวค่อยคุยกัน

 แป้งปิดมือถือและหันขวับไปทางคาเฟรทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดด้วยความตกใจ

 แม่กำลังจะขึ้นมาที่ห้อง!” หญิงสาวพูดเสียงดัง นายต้องหาที่ซ่อนเดี๋ยวนี้คาเฟร!” 

*/*/*/*/* 

Khafre by panthera

 

edit @ 4 May 2008 12:26:38 by moonyforever

บทที่ 5

 มัจฉาแห่งเจ้าพระยา

             เสียงอาจารย์สอนวิชาอารยธรรมตะวันตกซึ่งกำลังบรรยายถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรเมโสโปเตเมียไม่ได้ทำให้แป้งบังเกิดความรู้สึกตื่นเต้นหรือสนอกสนใจเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ตรงกันข้ามในใจของหญิงสาวกลับกระหวัดไปถึงบุรุษผิวสีเข้มที่ป่านนี้คงกำลังวุ่นวายกับการรื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในห้องของเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลายวันที่ผ่านมาดูเหมือนคาเฟรจะเรียนรู้วิธีการพูดและเข้าใจภาษาไทยได้อย่างรวดเร็วชนิดที่เธอเองก็คาดไม่ถึง ที่แป้งรู้สึกกลุ้มใจก็คือ ยิ่งคาเฟรพูดได้มากขึ้นเท่าใด เขาก็จะรื้อค้นสิ่งของต่างๆภายในบ้านมากเท่านั้นจนหญิงสาวต้องยกมือขึ้นกุมขมับทุกครั้งที่กลับห้องและพบว่าของหลายอย่างถูกเคลื่อนออกจากที่ ร้ายที่สุดก็คือมันอาจจะถูกแกะออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยฝีมือของช่างกลฟาโรห์

             หวังว่าวันนี้เขาคงไม่ลากเครื่องเสียงออกมารื้อเล่นนะ แป้งบ่นพึมพำด้วยความกังวลพร้อมกับระบายลมหายใจ เสียงกริ่งสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น อาจารย์ผู้สอนได้สรุปบทเรียนและสั่งให้นักศึกษาทำรายงานส่งก่อนจะก้าวออกจากห้อง แป้งจัดแจงเก็บตำราเรียนลงกระเป๋า เสียงกิ่งแก้วและมนทิราเพื่อนสนิทของเธอร้องทัก

             วันนี้รีบกลับหรือเปล่าปาน

             แป้งนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เพื่อนและตอบ

             ไม่รีบหรอก พวกเธอจะชวนฉันไปไหนหรือเปล่า

             ตายจริงเธอลืมไปแล้วเหรอยายปานว่าวันนี้พวกเราต้องไปซื้อขนมเลี้ยงน้องปีหนึ่ง เสียงมนทิราพูดพลางมองหน้าเพื่อน ดูเธอเซียวไปนะมีอะไรหรือเปล่า

             ฉันแค่อ่านหนังสือดึกไปหน่อยเท่านั้น แป้งตอบและรีบลุกขึ้น ว่าแต่พวกเราจะไปซื้อขนมที่ไหนกันล่ะ

             ร้านประจำของฉันไง แก้วพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง ขนมทุกชิ้นสิบสองบาท

             ไม่ถูกไปหน่อยหรือยายแก้ว มนหันไปทางเพื่อนของเธอ สิบสองบาทจะกินได้เรอะ

             กินได้สิแถมอร่อยด้วยฉันรับรอง แก้วตอบพลางคว้าข้อมือของแป้งและดึงให้เดินตาม น้องปีหนึ่งตั้งสามสิบคนขืนซื้อขนมแพงๆเลี้ยงกว่าจะหมดพิธีต้อนรับมีหวังจนตาย สิบสองบาทนี่แหละกำลังดี

             ยายงก เสียงมนบ่นตามหลัง แก้วหัวเราะเสียงดังตามนิสัยก่อนจะหันไปทางแป้ง

             หลายวันมานี่ทำไมถึงได้รีบกลับบ้านนักล่ะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า

             นั่นสิตั้งแต่วันเปิดเรียนมานี่พวกเราเจอเธอแค่ครั้งสองครั้งเอง มนเสริมขึ้นมา บางวันมีประชุมรับน้องเธอก็ไม่เข้าระวังเพื่อนๆจะหาว่าไม่ให้ความร่วมมือนะ

             คือฉัน....แป้งทำท่าอึกอักขณะที่พยายามนึกหาเรื่องแก้ตัว พอดีทางบ้านมีปัญหานิดหน่อยน่ะ

             มีอะไรที่พวกเราพอจะช่วยได้บ้างไหม แก้วถามด้วยความเป็นห่วงขณะที่หยิบเหรียญออกมาชำระค่าเรือข้ามฟาก เราเป็นเพื่อนกันมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดาไม่เห็นต้องเก็บไปกลุ้มอยู่คนเดียว

             ใช่ มนหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ในเรือและชะโงกหน้าเข้าไปหาแป้ง มีอะไรให้ช่วยก็บอกกันได้นะแป้ง

             ความจริงก็ไม่ใช่ปัญหาหนักหนาสาหัสอะไรนักหรอก ขอบใจมากนะแก้ว มนที่เป็นห่วง แล้วก็ขอโทษด้วยที่ฉันไม่ได้มาช่วยพวกเธอรับน้องใหม่

             ไม่เป็นไรหรอกแป้ง เสร็จธุระสบายใจเมื่อไหร่ค่อยไปช่วยพวกเราก็แล้วกัน แก้วยิ้มกว้าง จะว่าไปปีนี้พวกเราโชคดีมากเลยเพราะรุ่นน้องปีหนึ่งน่ารักพูดจารู้เรื่องทุกคน ไม่มีพวกพูดจากวนโมโหหรืออวดรู้มาทำให้ปวดประสาทแถมบางคนหล่ออย่างกับดาราแน่ะ

             นี่ยายแก้วอย่าบอกนะว่าเธอแอบเล็งน้องๆไว้น่ะ มนขัดขึ้นมาด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ แก้วหัวเราะ

             พูดเล่นน่ะพูดเล่น ฉันชอบคนอายุมากกว่าต่างหาก ยิ่งแก่ยิ่งดี

             ตายแล้วเพิ่งรู้ว่าเธอชอบพวกตาเฒ่าหัวงู

             นี่ยายมนฉันแค่ชอบคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเท่านั้นไม่ใช่พวกเหี่ยวแก่ลามกเสียสักหน่อย

              เสียงพูดจาตอบโต้ของเพื่อนสองคนทำให้แป้งรู้สึกขำจนถึงกับหัวเราะออกมา ในใจของเธอนึกไปถึงใบหน้าคมเข้มของอาคันตุกะจากอดีตกาล หญิงสาวอมยิ้มขณะที่พึมพำกับตัวเอง

             จะว่าไปในห้องเราก็มีคนอายุมากที่สวมมงกุฎหัวงูอยู่ด้วยคนหนึ่งนี่นา

             หลังจากช่วยเพื่อนทั้งสองเลือกซื้อขนมราคาถูกจากร้านอาเจ็กเบเกอรี่ซึ่งลุงคนขายก็ใจดีช่วยจัดขนมเรียงใส่ถุงให้อย่างเรียบร้อยสะดวกแก่การหอบหิ้วพร้อมกับแถมถั่วกรอบแก้วให้พวกเธอหนึ่งกล่อง แป้ง มนและแก้วจึงเดินชมสินค้าที่วางขายอยู่ในบริเวณนั้นต่ออีกราวหนึ่งชั่วโมงจึงแยกย้ายกันกลับบ้านโดยแก้วเป็นผู้รับอาสานำขนมทั้งหมดไปด้วยเพื่อจัดเตรียมสำหนับแจกรุ่นน้องในวันรุ่งขึ้น เมื่อส่งเพื่อนทั้งสองขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วแก้วจึงเริ่มเดินหาของกินเพื่อซื้อไปฝากผู้ร่วมห้องของเธอ ขณะที่กำลังมองหาว่าควรจะซื้ออะไรดีอยู่นั้นกลิ่นหอมของปลาย่างก็โชยมากระทบจมูก แป้งหันไปมองปลาช่อนตัวเขื่องที่พอกเกลือจนขาวไปทั้งตัวบนเตาย่างแล้วยิ้ม

             วันนี้กินปลาย่างก็แล้วกันนะ คาเฟร

 

             รถแท็กซี่สีชมพูหวานวิ่งไปจอดนิ่งอยู่ที่หน้าคอนโดหรู แป้งชำระเงินค่าโดยสารและหอบข้าวของก้าวลงจากรถและเดินไปยังประตูกระจกพร้อมกับจัดแจงหยิบบัตรผ่านออกมา ขณะที่กำลังสอดบัตรเข้าไปในช่องและกดรหัสอยู่นั้นเสียงร้องเรียกชื่อของเธอก็ดังขึ้น ชายหนุ่มในชุดเสื้อผ้าหรูหราตามสมัยนิยมก้าวออกมาจากรถยนต์สีดำสนิทที่จอดซ่อนไว้อีกด้านเดินตรงมาหาเธออย่างรวดเร็ว

             ปานตา เขาถอดแว่นตาดำออกและเปิดรอยยิ้มที่คิดว่าเท่ให้กับหญิงสาว ในที่สุดก็เจอคุณจนได้

             คุณภาคภูมิ แป้งกล่าวตอบด้วยสีหน้าแสดงความเบื่อหน่าย มาทำธุระแถวนี้หรือคะ

             ผมตั้งใจมาหาคุณต่างหาก ชายหนุ่มตอบด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม พวกเราไม่ได้เจอกันตั้งนาน ผมคิดถึงคุณมากเลย

             ขอบคุณค่ะ แป้งดึงบัตรออกจากช่องเสียบและหันไปมองหน้าเขา แต่ฉันคงต้องขอตัวก่อนเพราะมีรายงานที่จะต้องรีบทำส่งอาจารย์วันพรุ่งนี้ สวัสดีค่ะ

             หญิงสาวดึงผลักบานประตูและทำท่าจะก้าวเข้าไปแต่นายภาคภูมิกลับคว้าไหล่ของเธอเอาไว้และดึงกลับออกมา

             ผมอุตส่าห์ขับรถมาหาคุณทั้งทีอย่าใจดำกันนักสิ เขาก้มหน้าลงไปหาแป้ง ให้เกียรติไปทานมื้อค่ำกับผมสักมื้อก็ยังดี

             คงไม่ได้หรอกค่ะ แป้งปฏิเสธทันควัน อย่างที่บอก ฉันมีรายงานที่จะต้องรีบทำ ขอตัวก่อนนะคะ เธอพยายามบิดตัวเพื่อให้หลุดออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่มแต่อีกฝ่ายกลับบีบไหล่ของเธอแน่น

             ผมไม่ให้คุณไปหรอกปานตา น้ำเสียงกร้าวขึ้น แค่ออกไปทานข้าวด้วยกันมันเสียเวลามากนักหรือยังไง เขามองถุงกับข้าวในมือของเธอแล้วแสยะยิ้ม

             หรือจะให้ผมขึ้นไปทานปลาย่างของคุณบนห้องก็ได้

             ฉันชอบกินข้าวคนเดียว แป้งตอบเสียงห้วนและเริ่มสะบัดตัวแรงขึ้น กรุณาปล่อยมือของคุณด้วย

             แล้วถ้าผมไม่ปล่อยล่ะ คุณจะทำยังไง

             เขาตอบด้วยสีหน้ายั่วยวนกวนอารมณ์และทำท่าจะผลักประตูเพื่อเดินเข้าไปภายในคอนโด แต่ต้องชะงักเมื่อนายผัน ยามรักษาความปลอดภัยก้าวออกมา

             มีอะไรหรือครับคุณปานตา

             คือ.....แป้งทำท่าจะตอบแต่เสียงของนายภาคภูมิดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

             ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแก หลีกไป!”

             คงไม่ได้หรอกครับ ลุงผันตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่สีหน้าท่าทางกลับขึงขังราวกับคนที่พร้อมจะต่อสู้ คอนโดมิเนียมของเรามีกฏอยู่ว่า ห้ามคนนอกเข้าไปภายในตัวอาคารอย่างเด็ดขาด

             แต่ฉันเป็นคนรักของปานตา 

            ใครเป็นคนรักของคุณ!” แป้งตวาดขึ้นมาพร้อมกับออกแรงสะบัดตัวจนหลุดออกจากมือของชายหนุ่ม ฉันแค่เคยคุยกับคุณสองสามครั้งตอนไปเที่ยวกับยายมนยายแก้ว

              พูดแบบนี้แสดงว่าคุณคงลืมว่าเคยอยู่กับผมสองต่อสอง

             ก็แค่ในลานจอดรถตอนที่รอคุณศักดิ์มารับ หญิงสาวสวนทันควัน อย่ามาพูดจาเอาแต่ได้แบบนี้คุณภาคภูมิ

             ปานตา เสียงชายหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย แป้งถอยหลังออกห่างจากเขา นายภาคภูมิก้าวตามเธอแต่ลุงผันกลับปราดมายืนขวาง

             ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งว่า คุณไม่สามารถเข้ามาภายในคอนโดของเราได้ เขาพูดเน้นย้ำทีละคำ อย่าให้ผมต้องเรียกตำรวจมาเชิญคุณออกไปเลยครับ

             ก็ลองเรียกมาดูสิ ชายหนุ่มตะคอก อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีหน้าไหนกล้ามาจับฉัน

             ระหว่างคุณกับฉันคิดว่าตำรวจจะเข้าข้างใคร แป้งพูดขึ้นด้วยความโกรธจัด ลูกเจ้าของผับที่เคยโดนปิดมาแล้วหลายครั้งกับลูกสาวผู้กำกับการตำรวจ

             อย่าเอาพ่อของคุณมาขู่ผมนะภาคภูมิพูดด้วยน้ำเสียงคำราม แป้งเชิดหน้า

             ก็ได้ถ้าคุณรีบไปให้พ้นจากที่นี่และไม่กลับมาวุ่นวายกับฉันอีก

             ใบหน้าที่เคยเสแสร้งปั้นรอยยิ้มแสนสุภาพแปรเปลี่ยนไปเป็นขมึงทึงอย่างดุดัน ภาคภูมิจ้องหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะยกแว่นขึ้นมาสวม

             เรื่องของเราไม่จบลงแค่นี้แน่ ปานตา

              แต่สำหรับฉันมันจบลงแล้ว ลาก่อนคุณภาคภูมิหวังว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก

             แป้งหมุนตัวเดินหายเข้าไปในคอนโด นายภาคภูมิขยับตัวทำท่าจะก้าวตามแต่ต้องหยุดเมื่อนายผันยืนมองหน้า มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปกุมกระบองไม้ที่เหน็บไว้ข้างเอว เขาบดกรามแน่นด้วยความแค้น

             สักวันหนึ่งฉันจะทำให้เธอรู้ว่าคนอย่างนายภาคภูมิไม่ใช่ผู้ที่ใครจะมาวางท่าข่มขู่เหยียดหยามกันได้ง่ายๆ มือทั้งสองข้างกำแน่น ฉันจะทำให้เธอต้องมานั่งคุกเข่าต่อหน้าพร้อมกับกอดขาร้องอ้อนวอนขอชีวิตให้ได้ ปานตา

             ชายหนุ่มเดินกลับไปยังรถของตนและขับออกไปอย่างรวดเร็ว นายผันมองรถที่พุ่งทะยานออกไปจากคอนโดก่อนจะเลื่อนสายตามองตามหลังแป้งที่เดินขึ้นลิฟท์ไปเรียบร้อยแล้วพร้อมกับถอนหายใจ

             คงต้องคอยระวังคุณปานตาให้ดีเสียแล้วเรา

             แป้งยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของตนพักใหญ่คล้ายพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนตัดสินใจเปิดประตูและก้าวเข้าไป หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่าห้องของเธอมิได้ถูกรื้อจนกระจัดกระจายเหมือนทำกวันที่ผ่านมา สายตาแป้งตวัดไปยังห้องหนังสือและถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เห็นตำราทุกเล่มยังคงถูกวางอยู่บนชั้นอย่างมีระเบียบ หญิงสาววางข้าวของที่หอบพะรุงพะรังลงบนโต๊ะและกวาดตามองหาชายหนุ่มผิวเข้ม

              คาเฟร

             เธอเรียกชื่อเขาไม่ดังนัก เสียงขานรับดังมาจากสวนหย่อมอีกด้านหนึ่ง แป้งเดินไปหาเขาทันที ภาพชายหนุ่มที่กำลังยืนพิงกระจกและทอดสายตามองเหม่อลงไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวาบ ชั่วขณะหนึ่งนั้นเธอรู้สึกว่าเขากำลังจะเลือนหายไป แป้งรีบพูดขึ้นทันที 

            มาทำอะไรตรงนี้น่ะ

             ที่นี่ที่ไหน อีกฝ่ายย้อนถามทั้งที่ดวงตายังคงจ้องลำน้ำสีเงินที่ไหลคดเคี้ยวผ่านตึกรามบ้านช่องของเมืองหลวง แสงสีทองของอาทิตย์ยามเย็นกระทบกับผิวน้ำส่องระยิบระยับสะท้อนเข้าไปในดวงตาสีทองแดงที่กำลังฉายแววสับสนครุ่นคิด คาเฟรเลื่อนสายตาไปมองแป้งที่กำลังยืนนิ่ง

             ฉันถามว่าที่นี่คือที่ไหน

             น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย หญิงสาวเม้มปากตนเองก่อนตอบ

             กรุงเทพมหานคร

              กรุงเทพ บุรุษผิวเข้มทวนคำและทำท่าคิด มันคือที่ใด และฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน

             กรุงเทพเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย แป้งตอบอย่างใจเย็น ส่วนที่ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงน่ะ ฉันเองก็อยากจะถามนายเหมือนกัน

              สีหน้าของคาเฟรแสดงความขัดเคืองใจออกมาก่อนจะแปรเปลี่ยนไป

             ฉันไม่รู้ เขายกมือขึ้นลูบหน้า ทุกอย่างดูเลือนลางเหลือเกิน ที่จำได้ก็คือฉันชื่อคาเฟร ฟาโรห์ผู้มีอำนาจเหนือแผ่นดินแห่งไนล์ทั้งปวง

             ชายหนุ่มลดมือของตนลงและหันไปมองหน้านักศึกษาสาวที่กำลังยืนมองเขาด้วยสายตาแสดงความตกตะลึง เพราะชั่วขณะหนึ่งนั้นเธอได้เห็นความงามสง่าแผ่ออกมาจากกายของบุรุษผู้ซึ่งมาจากอดีตกาลในยามที่เขากล่าวขานถึงนามและยศฐาแห่งตน แป้งจินตนาการถึงศิราภรณ์รูปงูเห่าและนกแร้งอันแสดงถึงการปกครองแผ่นดินทั้งอียิปต์เหนือและใต้กำลังประดับอยู่บนศีรษะของคาเฟร

              นายเป็นฟาโรห์ของราชวงศ์ที่เท่าไหร่กัน

             ฉันไม่เข้าใจคำถามของเธอ อีกฝ่ายย้อนพลางยกมือขึ้นกอดแผ่นอกที่เปลือยเปล่า แป้งนิ่วหน้าทันทีเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าชายหนุ่มมิได้สวมเสื้อผ้าเหมือนดังเช่นทุกวัน สายตาของหญิงสาวเลื่อนลงไปมองกางเกงของอีกฝ่าย แป้งอ้าปากค้างและปล่อยเสียงหัวเราะออกมา

             นายไปเอาผ้านั่นมาจากไหนเธอพยายามสะกดเสียงหัวเราะขณะถาม คาเฟรขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะก้มหน้าลงมองผ้าตาหมากรุกที่กำลังนุ่งอยู่

             หมายถึงผ้านี่น่ะหรือเขาชี้นิ้วไปที่ลิ้นชักเก็บของ ฉันค้นได้มาจากที่นั่น มันใส่สบายกว่าผ้านุ่งที่เธอให้ใส่ในตอนแรก จะว่าไปมันคล้ายกับเครื่องแต่งกายที่ฉันเคยใช้เสียแต่ว่าลวดลายมันมากไปหน่อยเท่านั้น 

             มันจะไปเหมือนกันได้ยังไงก็ผ้าที่นายเคยใช้น่ะเป็นผ้าลินิน ส่วนนี่มันคือผ้าขาวม้า

             ผ้าขาวม้า คาเฟรทวนคำและทำสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นแป้งหัวเราะจนน้ำตาไหล ขำอะไรกัน

             เปล่า ไม่มีอะไร หญิงสาวพยายามกลืนน้ำลายลงคอเพื่อจะได้หยุดหัวเราะ นายคงหิวแล้วสินะ เธอรีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที ฟาโรห์หนุ่มทำหน้าคล้ายรู้สึกงงงันในท่าทางของหญิงสาวแต่ก็พยักหน้า

             วันนี้ฉันมีเมนูเด็ด แป้งพูดไปเรื่อยๆขณะเดินนำไปยังโต๊ะอาหารและพยายามไม่มองอีกฝ่าย 

            เมนูคืออะไร

              เมนูก็คือ.....แป้งทำท่านึก รายการอาหารน่ะ เธอสรุปสั้นๆพลางเริ่มต้นหยิบจานออกมาวางและแกะอาหารทีละถุง

             วันนี้กินอาหารปิ้งย่างก็แล้วกัน เธอพูดพลางเทกุ้งก้ามกรามตัวโตกว่านิ้วชี้เพียงเล็กน้อยใส่ลงในจาน คาเฟรจ้องเขม็ง

             นี่อะไร

             กุ้งก้ามกรามย่าง แป้งตอบ ไม้ละตั้งสามสิบมีแค่สามตัวเองแพงชะมัด เธอบ่นพลางแกะถุงปลาช่อนออกอย่างระมัดระวังจากนั้นจึงเทข้าวใส่จานเลื่อนส่งให้กับอาคันตุกะจากอดีต คาเฟรใช้ช้อนเขี่ยปลาช่อนไปมา

             นี่มันปลาอะไรกัน เขาทำท่าเหมือนขยะแขยงเมื่อเห็นหัวปลาช่อนสีดำสนิทคล้ายหัวงู แป้งเลิกคิ้ว

             ปลาช่อนไงไม่รู้จักเหรอ เธอเขี่ยเกลือที่ยังคงติดอยู่บนตัวปลาออก ตอนแรกว่าจะซื้อปลาแรดย่างเกลือแต่ตัวมันโตเกินไปกลัวจะกินกันไม่หมดเลยเปลี่ยนมาเป็นเจ้านี่แทน แป้งพูดไปเรื่อยๆและชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางช้อนลง

             เป็นอะไร

             ฉันกินปลาแบบนี้ไม่ลง คาเฟรเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ถ้าเป็นที่อียิปต์อาหารค่ำของฉันมักจะเป็นพวกหอยตัวอวบๆจากทะเลแดงหรือปลาสดๆตัวโตจากแม่น้ำไนล์ไม่ใช่ปลาน่าเกลียดตัวดำแบบนี้ บางทีก็มีเนื้อจระเข้ย่างกินแกล้มกับเหล้ารสเลิศพร้อมการปรนนิบัติชั้นยอดจากนางข้าหลวง ดื่มกินไปพลางดูระบำอ่อนอ่อนช้อยจากหญิงงามไปพลาง....

             เสียงโยนช้อนกระทบกับจานกระเบื้องดังเปรื่องทำให้คาเฟรต้องหยุดคำพูดของตน เขามองใบหน้าบึ้งตึงของแป้งและอ้าปากค้างเมื่อเธอเงื้อส้อมและแทงลงไปบนตัวปลาจนมิด

             แต่ที่นี่คือเมืองไทย!” เธอพูดเสียงดัง ฉันไม่มีหอยตัวอวบจากทะเลแดงมีแต่หอยแมลงภู่แห้งจากแม่กลองและต้องขอโทษด้วยที่ไม่มีปลาสดตัวโตจากแม่น้ำไนล์

            แป้งยกปลาขึ้นมาจากจาน